เทคโนโลยีและบริการ
หน้าแรก    /    เทคโนโลยีและบริการ    /    Machine Learning    /    From Digital to Cognitive Economy
Technology & Services
MACHINE LEARNING
From Digital to Cognitive Economy

ยี่สิบปีที่แล้ว The Digital Economy หนังสือขายดีระดับ New York Times Best Seller โดย Don Tapscott นักเขียนด้านเทคโนโลยีวิสัยทัศล้ำยุค นำเสนอแนวความคิดใหม่ทางธุรกิจพร้อมบัญญัติศัพท์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก Tapscott พูดถึงการสร้างมูลค่าทางธุรกิจแบบใหม่ โดยการขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางใหม่ในยุคนั้น อันประกอบด้วย Personal Computer, Internet และ Web Browser และเรียกวิถีธุรกิจใหม่นี้ว่า Digital Economy

Digital Economy คือการใช้ Internet เชื่อมกลุ่มลูกค้าและผู้ค้าเข้าด้วยกันโดยตรง และใช้ Web Browser ในการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีอยู่เดิม อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง นอกจากนั้น Don ยังได้ทำนายถึงเทรนของการเพิ่มความ “ชาญฉลาด” หรือ Smart เข้าไปในสินค้าและบริการที่มีอยู่ อย่างเช่น Smartphone ที่สามารถจำหมายเลขที่โทรบ่อยและหมุนหาหมายเลขเหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติ

Cognify-ingly Smart
วันนี้ในปี 2016 The Inevitable หนังสือขายดีเล่มใหม่ โดย Kevin Kelly บรรณาธิการบริหารและผู้ก่อตั้งนิตยสาร Wired นำเสนอพลังทางเทคโนโลยีที่เขาเรียกว่า Cognify ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจและใช้ชีวิตของเราทุกคน ซึ่งคือการใช้ Cognitive Computing สร้าง Value Position ใหม่ ๆ ให้กับสินค้าและบริการที่มีอยู่เดิมด้วยการเพิ่มความ “Smart” เข้าไปเช่นกัน ทว่า Smart ในยุค Cognify นั้น มีความแตกต่างจากยุค Digital Economy ซึ่งเป็นเพียง Automation เป็นอย่างมาก

Smart ในยุค Cognify คือความชาญฉลาดที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงลึกซึ้ง และนำมาสร้างสรรค์และนำเสนอสินค้าหรือบริการในรูปแบบที่ “ถูกใจ ถูกที่ ถูกเวลา” เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด ตามมาด้วยมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจที่มหาศาล

ในยุครุ่งเรืองของ Digital Economy ยุคของ Steve Jobs, Bill Gates และ Internet Commerce เราได้เห็นศักยภาพทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ของการนำเสนอและขายสินค้า Online ที่สร้างบริษัทยักษ์ใหญ่ไร้หน้าร้านอย่าง Amazon, ebay และ iTunes ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม มูลค่าเพิ่มทางธุรกิจในยุค Digital Economy เป็นเพียงการใช้ช่องทางใหม่ในการเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนของสินค้าหรือบริการที่มีอยู่เดิมเท่านั้น

ในทางกลับกัน Cognitive Economy เป็นการนำเสนอสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่ที่ตรงใจลูกค้าแต่ละคนในรูปแบบ Mass Personalization ด้วยเทคนิคและเทคโนโลยีอย่าง Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning และสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจจากเรียนรู้พฤติกรรมความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง Cognitive Economy คือการสร้าง Value Proposition ใหม่ ๆ ให้กับสินค้าและบริการที่มีอยู่เดิม ก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยที่มีมูลค่าสูงขึ้น กล่าวได้ว่า Cognitive Value Adding Chain คือกลไกการสร้างมูลค่าเพิ่มบนสินค้าและบริการโดยการ รับรู้ และ เรียนรู้ความต้องการของลูกค้าจากตัวลูกค้าโดยตรง นำมาประมวลผล ปรับเปลี่ยน และนำเสนอในรูปแบบใหม่ที่ตรงใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

If You Don’t Pay for the Service, You are the Product 
โมเดลทางธุรกิจของ Cognitive Value Adding Chain ส่วนใหญ่เป็นการเปิดให้ลูกค้าใช้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างมวลรวมและนำข้อมูลไปสร้างเป็นสินค้าและบริการอีกต่อหนึ่ง ในรูปแบบนี้ ลูกค้าในหลายกรณีกลายเป็นสินค้าไปในขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้รับและเรียนรู้จากลูกค้ากลุ่มหนึ่ง ถูกนำเสนอเป็นสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ตัวอย่างเช่นข้อมูลการจราจรแบบ real time ของ Google Map ซึ่งใช้ข้อมูลการเคลื่อนที่ของโทรศัพท์มือถือของลูกค้าที่ Google รวบรวม ประมวลผล และนำกลับไปเสนอเป็นบริการและสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบของ Google Map API for Enterprise เสนอขายให้กับลูกค้าภาคธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลการจราจรในการวางแผนการเดินทาง เช่นบริษัทขนส่งสินค้าอย่าง DHL และ FedEx เป็นต้น มูลค่าทางธุรกิจอันมหาศาลของ Facebook ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 56 พันล้านเหรียญและ Google ซึ่งในปี 2016 อยู่ที่ 82.5 พันล้านเหรียญ เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงพลังทางธุรกิจของ Cognitive Economy

Values vs Privacy 
Cognitive Economy ที่เป็นการนำข้อมูลลูกค้ามาเป็นสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น จะประสบความสำเร็จก็ต่อเมือ คุณค่าของประโยชน์ใช้สอยที่ลูกค้ารับรู้ได้จากสินค้าหรือบริการ มีมากกว่าความกังวลในการเปิดเผยข้อมูลให้ธุรกิจได้รับทราบ ในตัวอย่างของ Google Map ทุกคนรู้สึกว่าประโยชน์ของการรับรู้สภาพการจราจรอย่าง real time และสามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางรถติดได้ มีคุณค่ามากกว่าการเปิดเผยให้ Google รับทราบตำแหน่งและการเดินทางในแต่ละวันของตนเอง

Data is the new oil และกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน น่าเศร้าที่ในปัจจุบันธุรกิจข้ามชาติอย่าง Google และ Facebook มีข้อมูลและรู้จักคนไทยดีกว่าผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ การแชร์ข้อมูลกันอย่างเป็นระบบในระหว่างผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้เร็วที่สุด ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ประเทศไทยควรสร้าง National Data Pool เพื่อเป็นที่วางและแชร์ข้อมูลส่วนกลาง ที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนในการเข้าถึงและใช้ข้อมูล ทั้งในด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และกติกาเชิงธุรกิจ ที่จะทำให้ผู้ให้ข้อมูลสามารถให้ข้อมูลได้อย่างสบายใจ และมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้ใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ เป็นแรงจูงใจที่ชัดเจนในการแชร์ข้อมูลซึ่งกันและกัน อันจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ขนาดย่อมอย่าง Startups ให้มีโอกาสเข้าถึงและสร้างมูลค่าจากข้อมูล อันเป็นการส่งเสริมนวัตกรรมในการเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบใหม่ ๆ

Thailand and Cognitive Economy 
สังคมไทยได้เข้าสู่ยุค Mobile and Online Society อย่างเต็มรูปแบบ และจะได้รับประโยชน์รวมถึงผลกระทบจาก Cognitive Economy อย่างเต็มที่เช่นกัน ผลสำรวจในปี 2016 แสดงให้เห็นว่าคนไทย “Online” ทุกวัน โดยที่ 70% ใช้ ​Smartphone เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 126% จากปี 2013 ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย Cognitive Computing ในกลุ่มลูกค้าคนไทยผ่าน Smartphone ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคนไปแล้วมีสูงมาก และจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้เมื่อ Gen Y และ Gen Z เข้าสู่วัยทำงานและมีศักยภาพในการจับจ่ายมากขึ้น

ผลสำรวจงบโฆษณาผ่านสื่อ Digital ของไทยในปี 2016 พบว่าภาคธุรกิจในปัจจุบันใช้งบโฆษณาผ่าน Facebook และ YouTube สูงกว่า Digital Display ที่เคยเป็นช่องทางหลักในอดีต ผลสำรวจดังกล่าวเป็นหนึ่งในสัญญาณบ่งชี้ที่ดีว่า Cognitive Economy ได้เข้ามาถึงและมีผลกับตลาดเมืองไทยแล้ว ภาคธุรกิจเริ่มเล็งเห็นว่าการนำเสนอสินค้าและบริการอย่างตรงใจผ่าน Facebook และ Google มีประสิทธิภาพและให้ผลตอบแทนสูงกว่าวิธีการโฆษณา “หว่านแห่” ในแบบเดิม ๆ

KBank เล็งเห็นถึงความสำคัญและโอกาสทางธุรกิจของ Cognitive Economy เช่นกัน และกำลัง Cognify สินค้าและบริการของเราให้ Smart ตรงใจตรงความต้องการ และมีประโยชน์ใช้สอยอย่างสูงสุดกับลูกค้าของธนาคารฯ ตัวอย่างเช่นการสร้าง Value Proposition ใหม่ ๆ ให้กับ Mobile Application ของธนาคาร ที่จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการทำธุรกรรมทางการเงินอีกต่อเป็น แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้ามากขึ้น เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ และความสุขในชีวิต ด้วยแนวคิด “ถูกใจ ถูกที่ ถูกเวลา”

ติดตามสาระดีๆจาก KBTG ได้จากช่องทางต่างๆ
www.kbtg.tech, Facebook ”KBTG Live”, KBTG Channel บนYoutube